จัดทำบทความโดย นายอรรถพงษ์ รอดไพบูลย์ เลขทะเบียน 4902100408
เรื่อง กระเป๋าฉีกหุ้นแบรนด์เนม _กองทุน FIF ซมซานกลับบ้าน บลจ.ไทยพาณิชย์ปิดกองยุโรป
นักลงทุนไทยกระเป๋าฉีก หลังขาดทุนหุ้นทั่วโลก ทั้ง"พรีเมียมแบรนด์"ชื่อก้องโลก หลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์,ลาแมร์ และคาร์เทียร์ ล่าสุดบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ปิดกองทุนไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์ ขาดทุนยับ 56% ได้เงินคืนลูกค้าแค่ 30 ล้านบาท เผยดีกว่าเสี่ยงลงทุน ขณะที่หลายกองทุนถอยกอดเงินสด 20-50 % บลจ.บัวหลวงฯ ไม่มั่นใจคู่สัญญาถอนเงินกลับ โควตาเงินลงทุนนอกเหลือบานเบอะ 4 แสนล้านบาท ผลจากวิกฤติการเงินโลกที่กระทบการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ม.ค.-พ.ย.51)ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงประมาณ 40% นั้น ยังส่งผลกระทบต่อนักลงทุนในประเทศที่กระจายพอร์ตลงทุนไปต่างประเทศด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ( FIF) ที่ประสบภาวะขาดทุนถ้วนหน้า จนทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือบลจ.ที่บริหารเงินลงทุนดังกล่าว ต้องปรับแผนรับมือทั้งการชะลอออกกองทุนใหม่ ส่งผลให้วงเงินลงทุนต่างประเทศเหลือจำนวนมาก ส่วนบางบริษัทที่ไปลงทุนแล้วได้ลดพอร์ตลงทุนด้วยการถือเงินสดมากขึ้นเพื่อลดความสูญเสียของลูกค้า และล่าสุดบางบลจ.ถึงขั้นปิดกองทุน ***บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ปิดกองยุโรป นางพัชรินทร์ เตชะเคหะกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้ตัดสินใจปิดกองทุน "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์" ทำให้เหลือมูลค่าเงินลงทุน(เอ็นเอวี) จำนวน 30 ล้านบาท คิดเป็นเอ็นเอวีต่อหน่วย 4.36 บาท จากเงินลงทุนครั้งแรก(มูลค่าจดทะเบียน)ประมาณ 100 กว่าล้านบาท โดยมีราคาเสนอขายครั้งแรกหรือไอพีโอ 10 บาท/หน่วย (ลดลง 56.4% ) การปิดกองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์การลงทุนในยุโรปมาระยะหนึ่งแล้วคือ ประมาณ 3-4 เดือน และมองว่ามีปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลงทุน นอกจากสินทรัพย์ที่ไปลงทุนคือ ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนด้วยที่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจากช่วงเดือนเมษายน 2551 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทต่อค่าเงินยูโรอยู่ที่ 52-53 บาทต่อยูโร แต่ปัจจุบัน(ณ 24 พ.ย.)ค่าเงินกลับมาอยู่ที่ 43-44 บาทต่อยูโร ทำให้บลจ.ไทยพาณิชย์ฯได้ตัดสินใจลดน้ำหนักการลงทุนในแถบทวีปยุโรปลงเหลือน้อยกว่าน้ำหนักตลาด และอีกสาเหตุที่ต้องปิดกองทุนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการลงทุนเพียงภูมิภาคเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงที่สุด "หากยังเปิดกองทุนดังกล่าวต่อไป เชื่อว่าจะทำให้ขาดทุนมากขึ้น บลจ.ไทยพาณิชย์ฯจึงได้เสนอต่อผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อปิดกองทุน" นางพัชรินทร์ กล่าวและว่า สำหรับกองทุนFIF กองอื่น ๆในขณะนี้บลจ.ไทยพาณิชย์ฯยังไม่มีนโยบายปิดเพิ่ม ***คนไทยอ่วม!หุ้นแบรนด์เนม นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาตฯ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนการลงทุนด้วยการถือเงินสด 50-60% จากต้นปี 2551 ที่ลงทุน 80-90% ขณะที่ยอมรับว่าเอ็นเอวีกองทุนหุ้นแต่ละกองลดลง 50-60% ซึ่งเกิดจากราคาหุ้นที่ลดลง และการไถ่ถอนเงินลงทุนคืนของนักลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในธุรกิจพลังงานเอ็นเอวีลดลงมากกว่ากองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ทั่วโลก อย่างไรก็ตามหลังเกิดวิกฤติการเงินโลก กองทุนที่บริษัทไปลงทุนผ่านได้ปรับลดการลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ลงเช่นกัน เนื่องจากมองว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง อย่างไรก็ตามมองว่ายอดขายของพรีเมียมแบรนด์ ไม่น่าจะลดลงมาก อนึ่งปัจจุบันบลจ.ธนชาตฯ มีกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ คือ "กองทุนเปิดธนชาตพรีเมี่ยมแบรนด์ฟันด์ " ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน เอ็นเอวีลดลงเหลือ 250.94 ล้านบาท ขณะที่เอ็นเอวี ณ วันจัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 625.75 ล้านบาท ลดลง 60% เอ็นเอวีต่อหน่วยอยู่ที่ 5.14 บาท จากราคาที่เสนอขายครั้งแรก(ไอพีโอ)อยู่ที่ 10 บาท หรือลดลงถึง 49% ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีโยบายลงทุนในบริษัทที่สินค้าคุณภาพสูง มีความแข็งแกร่งในเครื่องหมายการค้า ซึ่งบางแบรนด์สร้างมา 100-200 ปี ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง น้ำหอม เครื่องสำอาง และยานพาหนะ โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2550 หุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนดังกล่าวลงทุนสูงสุด ได้แก่ Diageo, Cie Financiere Richemont, Pernod-Ricard, Swatch Group และ Christian Dior ทั้งนี้จากการรวบรวมของ"ฐานเศรษฐกิจ" พบว่านอกจากบลจ.ธนชาตฯที่มีกองทุน FIF ลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์แล้ว ยังมีบลจ.เอ็มเอฟซีฯ ที่ช่วงเดือนตุลาคมที่ปีที่แล้วได้ออกกองทุนเปิด"เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ชิค ฟันด์ (I-CHIC)" โดยระดมทุนได้ 237.75 ล้านบาท ขณะที่ล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 เอ็นเอวีลดลงเหลือ 92.39 ล้านบาท เอ็นเอวีต่อหน่วยเหลือ 4.80 บาท หรือลดลงถึง 52% จากราคาไอพีโอที่ 10 บาท/หน่วย ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหุ้นของสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก ไม่จำกัดประเภทสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจยานยนต์ อาทิ Porsche Mini และ BMW ธุรกิจผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Sony และ Apple ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น Guinness Smirnoff และ Johnnie Walker รวมถึงธุรกิจนาฬิกาและเครื่องประดับ ธุรกิจน้ำหอมและเครื่องสำอางแบรนด์ดังอีกจำนวนมาก อาทิ Louis Vuitton, Christian Dior, La Mer, Chloe, Cartier เป็นต้น ***ถอยถือเงินสด 20-50% ขณะที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สอบถามไปยังบลจ.ต่อนโยบายการบริหารกองทุนFIF ในช่วงกันยายน -ปัจจุบัน พบว่าส่วนใหญ่ได้ลดน้ำหนักการลงทุนด้วยการหันมาถือเงินสดตั้งแต่ 20-50% ขณะที่บางบลจ.ได้ถอนเงินลงทุนกลับมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากในประเทศชั่วคราว นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน บลจ.แมนูไลฟ์(ประเทศไทย)ฯ กล่าวยอมรับว่าสำหรับกองทุนFIF ภายใต้การบริหารของบริษัท โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ในแถบยุโรป ส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนจะเริ่มระมัดระวังการลงทุนตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐฯและได้เริ่มหันมาถือครองเงินสดมากขึ้น อย่างกองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็ง ไชน่าแวลู ได้ถือเงินสดถึง 20% ของพอร์ต นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซีฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่า บริษัทได้ดึงเงินลงทุนกลับจากกองทุนหลักที่เข้าลงทุนในต่างประเทศกลับมาไว้ในรูปของเงินฝากในประเทศบางส่วน แหล่งข่าวจากบลจ. ทหารไทยฯ เปิดเผยว่า บริษัทถอนการลงทุนใน"กองทุนเปิดทหารไทย ยูเอส มันนี่ มาร์เก็ต" ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั่วโลก และเป็นกองทุนที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน โดยกองทุนดังกล่าวมีเงินลงทุน 90.25 ล้านบาท ขณะที่ได้นำเงินลงทุนกลับมาฝากในบัญชีเงินฝากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯกับแบงก์ในประเทศแทนชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ***บลจ.บัวหลวงฯ แจงยิบผู้ถือหน่วย หลังจากก่อนหน้านี้(30 ก.ย.-3 ต.ค.) ที่ทาง "ฐานเศรษฐกิจ" ได้นำเสนอข่าว ว่าบลจ.บัวหลวงฯได้ไถ่ถอนการลงทุนในกองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์(BSTAR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2550 และได้นำเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 150 ล้านบาท ฝากในกองทุนรวมประเภทออมทรัพย์(กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น) และฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 บลจ.บัวหลวงฯ ได้ส่งหนังสือถึงผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์ โดยให้เหตุผลว่า จากเหตุการณ์ปัญหาระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯและลุกลามไปยุโรปและเอเชีย ทำให้สถาบันการเงินต่างๆที่ประสบปัญหาจำเป็นต้องทำการขายหุ้นออกมาในตลาด เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการ ประกอบกับนักลงทุนทั่วโลกวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จึงได้เทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงโดยการถือเงินสดแทน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั้งตลาด รวมถึงหุ้นที่ กองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์(BSTAR) ลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศชื่อกองทุน Citigroup S&P Global STAR 80% Protected Portfolio Fund บลจ.บัวหลวงฯ ระบุในจดหมายว่า บริษัท ได้พิจารณาแล้วว่าสถานการณ์ในช่วงนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นการเทขายจากการขาดสภาพคล่อง ประกอบกับยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ทางการเงินของ Citigroup Global Markets Limited ได้ อีกทั้งยังไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการการช่วยเหลือจากทางภาครัฐของประเทศต่างๆ ทำให้ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้นทุนของการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็เพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัว ***วงเงินFIF เหลือบาน 4 แสนล. ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) รายงานว่า ณ 31 ตุลาคม 2551 ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) นั้น มียอดเงินคงเหลือถึง 11,932.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 4.18 แสนล้านบาท) ขณะที่มีการจัดตั้งกองทุนแล้ว 13,744.86 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 4.81 แสนล้านบาท ) ขณะที่มีวงเงินจองกรณีไอพีโอ(เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก) ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภายในเดือนตุลาคม จำนวน 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 3,465 ล้านบาท ) ด้านมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(เอ็นเอวี)กองทุนFIF ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2551 มีจำนวนรวม 3.26 แสนล้านบาท มีจำนวนกองทุนทุกประเภทรวม 313 กอง เทียบสิ้นปี 2550 กองทุน FIF มีเอ็นเอวีรวม 2.09 แสนล้านบาท มีจำนวนกองทุนทุกประเภทรวม 113 กอง เอ็นเอวี เพิ่มขึ้น 1.17 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(หรือสมาคมบลจ.) รายงานสถานะกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นว่า ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีจำนวน 44 กองทุน (ไม่รวมกองทุนผสมที่ลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้) มีเอ็นเอวีรวม 12,235.21 ล้านบาท **หุ้นทั่วโลกยังวิกฤติถึงกลางปี 52 นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลง 40% ทำให้มูลค่าหุ้นเหลือ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปี 2550 ที่มี 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแนวโน้มหุ้นทั่วโลกจะยังคงปรับตัวลดลงอีก แต่ไม่น่ารุนแรง แต่การที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้นั้นจะต้องใช้เวลานานจากปัญหาวิกฤติการเงินได้ลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจที่แท้จริง ทั้งนี้ จะต้องรอให้ผลกระทบจากภาคธุรกิจที่แท้จริงให้นิ่งก่อนจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ถึงกลางปี 2552 ซึ่งนักลงทุนที่มีเงินเหลือหากต้องการซื้อหุ้นก็ควรที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงนี้ถึงกลางปีหน้าแต่จะต้องทยอยลงทุน และถือหุ้นในระยะยาวเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูง เพราะเข้าซื้อหุ้นขณะนี้ถือว่าซื้อต่ำกว่าผู้ก่อตั้ง และมีการซื้อขายต่ำกว่า บุ๊กแวลู และกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ยังคงมีกำไรดีอยู่
ที่มา:http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0123781&issue=2378 วันที่ 27 /11 /51
คำถาม
1 บลจ.ไทยพาณิชย์ฯปิดกองทุนไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์ ขาดทุนกี่%
2. การปิดกองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร
3. ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ จำนวนเท่าไร
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
6 ความคิดเห็น:
ตอบคำถาม
1.ขาดทุน 56%
2.ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและ มีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนที่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และและอีกสาเหตุที่ต้องปิดกองทุนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการลงทุนเพียงภูมิภาคเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงที่สุด
3.ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ตอบโดย
น.ส. วารุณี จำเริญทรัพย์
เลขทะเบียน 4901100062
คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
คำถาม
1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด)กับการลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) เป็นอย่างไร
-การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) กล่าวคือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) กล่าวคือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
2.ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า” การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น”เป็นอย่างไร
-ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้นำไปสู่การศึกษาในเรื่องของ event study (เหตุการณ์ต่างๆมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร) และ efficient market theory (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ราคาหุ้นสะท้อนถึงข้อมูลต่างๆทั้งหมด)
3.ทำไมการลงทุนแบบทยอยลงทุนนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะอะไร
- เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว
น.ส.ชุษณี ตองอ่อน
5005106002
คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์การเงิน
คำถาม
1 บลจ.ไทยพาณิชย์ฯปิดกองทุนไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์ ขาดทุนกี่%
-56%
2. การปิดกองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร
-ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราการแลกเปลี่ยนที่มีสัญญาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และอีก สาเหตุ ที่ต้องปิดกองทุน ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการลงทุนเพียงภูมิภาคเดียวเท่านั้น
3. ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ จำนวนเท่าไร
-ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)
นางสาวชุษณี ตองอ่อน
5005106002
คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์การเงิน
คือ เรา ส่ง ผิดอัน อะ 555
โทษทีนะคะ ลบให้หน่อย ยนะอันที่ ผิดบล๊อก
1.ขาดทุน 56%
2.ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและ มีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนที่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และและอีกสาเหตุที่ต้องปิดกองทุนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการลงทุนเพียงภูมิภาคเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงที่สุด
3.ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375
แสดงความคิดเห็น