วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่อง 7 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ

จัดทำโดย นางสาวกัญญณัท สิทธิพร เลขทะเบียน 4902100461
เรื่อง 7 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ
หากไม่มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาในธุรกิจของคุณ คุณอาจต้องพบกับความเดือดเนื้อร้อนใจได้ ความลับบางประการต่อไปนี้จะช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ
โดย Joseph Anthony
สิ่งที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจขนาดเล็กประการหนึ่งก็คือสภาพความไม่แน่นอน ผมไม่เพียงแต่กำลังพูดถึงเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ต้องมีความต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการหมุนเวียนของกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย ต่อไปนี้เป็นแนวคิดการปรับปรุงเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจขนาดเล็ก
เรียกเก็บเงินโดยทันที
คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับสร้างงานและพยายามส่งงานให้ทันจนลืมเรียกเก็บเงินอยู่เสมอใช่หรือไม่ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เป็นเช่นนั้น ปัญหาที่ร้ายแรงนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของธุรกิจขนาดเล็ก หากคุณยังไม่ได้ใช้ระบบการเก็บเงินใดๆ ในขณะนี้ ให้เริ่มต้น (หรือมอบหมายให้พนักงานเริ่มต้น) เรียกเก็บเงินค่าโครงการต่างๆ อย่างเป็นประจำในทันที และเมื่อดำเนินโครงการระยะยาวหรือติดต่อธุรกิจกับลูกค้าในระยะยาวแล้ว ให้เจรจาเป็นการล่วงหน้าในการกำหนดการชำระเงินอย่างสม่ำเสมอแทนที่จะปล่อยให้ยอดหนี้สะสมจนสิ้นสุดโครงการ
สร้างแรงจูงใจให้ชำระเงินคุณเร็วขึ้นกว่าเดิม
บางครั้งธุรกิจขนาดเล็กสามารถลดเวลารอการชำระหนี้ที่ค้างแก่คุณได้อย่างมากด้วยการให้ข้อเสนอลดราคาให้ในกรณีที่ชำระหนี้เร็วขึ้น ผมเคยได้รับใบแจ้งหนี้ในธุรกิจที่เสนอลดให้ 1% หรือ 2% หากชำระภายใน 10 วัน ดังนั้น หากผมมีความคิดที่จะชำระหนี้ภายใน 30 วันอยู่แล้ว ผมคงมีแนวโน้มที่จะรีบเขียนเช็คออกไปทันทีเพื่อจะได้ส่วนลดที่เล็กน้อยนั้น ข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีทั้งในแง่ของหนี้คงค้างและในแง่เงินสดหมุนเวียนด้วย
หลีกเลี่ยงลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้น
วิธีการที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหาเงินสดหมุนเวียนอันเกิดจากลูกค้าหรือบริษัทต่างๆ ไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่คุณก็คือ การตัดลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทิ้งไปไม่ให้เป็นลูกค้าของเรา เพราะฉะนั้น หากมีใครบางคนกำลังจะเป็นลูกค้าสำคัญของเรา เราควรทำการบ้านเสียก่อน โดยถามและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลูกค้ารายดังกล่าวจากผู้ที่เคยทำธุรกิจกับเขามาก่อน
ใช้ระบบแลกเปลี่ยนแทนเงินสด
คุณสามารถลดปัญหาเรื่องเงินตึงได้ด้วยการใช้สินค้าหรือบริการที่คุณมีแลกกับสินค้าหรือบริการของผู้อื่น หากสามารถกระทำได้
ลดปริมาณสินค้าคงคลัง
แม้ว่าคุณไม่สามารถใช้ระบบการจัดการสินค้าคงคลังชนิด "just-in-time" ได้ อย่างน้อยก็ควรให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าคงคลังเป็นเงินที่ไม่ก่อให้เกิดดอกผลหรือเป็นเงินออมที่คุณสามารถใช้ได้ การลดปริมาณสินค้าคงคลังบางครั้งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย ผมเคยเห็นภัตตาคารที่ลดจำนวนเหล้าไวน์ที่มีบริการลูกค้าให้เหลือยี่ห้อไวน์ที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่ยี่ห้อแทนที่จะมีไวน์ทุกชนิดไว้บริการตามความต้องกรของลูกค้าทุกคน แม้ว่าลูกค้าอาจมีรสนิยมที่ดีในการดื่มไวน์ เขาก็ยังคงได้ดื่มไวน์ที่ดีอยู่เหมือนเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
การลดจำนวนเจ้าหนี้เงินกู้ให้น้อยลง
ผมทราบว่าการขอกู้เงินของธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่ก็แปลกใจที่มีบางรายสามารถกู้เงินได้หลายทางด้วยกัน มีธุรกิจขนาดเล็กรายหนึ่งที่ผมรู้จัก มีพนักงานเพียงหนึ่งคน แต่มีการกู้เงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขาถึง 4 ประเภทด้วยกันคือ เงินกู้สำหรับอุปกรณ์เครื่องมือ เงินกู้รถยนต์ วงเงินกู้เพื่อดำเนินธุรกิจ และบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ หากคุณมีเงินกู้อยู่หลายประเภทในการดำเนินธุรกิจของคุณ ให้พิจารณาดูว่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขของแต่ละรายเป็นอย่างไร คุณอาจสามารถรวมจำนวนผู้ให้กู้ 2 รายหรือมากกว่านั้น ให้เป็นรายเดียวโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพื่อทำให้เงินสดหมุนเวียนของคุณดีขึ้น โดยปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบยืดระยะเวลาการชำระหนี้เท่าใดนัก แต่ถ้าหากคุณมีความคิดที่จะเจรจากับผู้ให้กู้เพื่อการรวมเงินกู้ทั้งหมดที่มีอยู่ให้เป็นเงินกู้รายเดียว คุณควรเจรจาให้เงินกู้ใหม่นี้มีระยะการชำระหนี้ที่ยาวกว่าเดิมเพื่อแลกกับยอดการชำระรายเดือนที่ต่ำลง

ที่มา : http://www.microsoft.com/thailand/smallbusiness/issues/running/finances/cashflow.mspx
คำถาม
1.ควรใช้การจัดการทางการเงินวิธีใดที่จะช่วยให้กิจการสามารถกำหนดการชำระเงินอย่างสม่ำเสมอแทนที่จะปล่อยให้ยอดหนี้สะสมจนสิ้นสุดโครงการ
2.ควรแก้ไขปัญหาภาวะเงินตึงภายในกิจการด้วยวิธีใดจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
3.กิจการใช้ระบบใดในการนำมาเพื่อการบริหารสินค้าคงคลังของกิจการนอกเหนือจากการที่จะใช้ระบบ "just-in-time" เพียงอย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เตือนผู้ส่งออกปรับตัว ชี้พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า

จัดทำบทความโดย นางสาวกมลี วีระกุล เลขทะเบียน 4902100454
เรื่อง
เตือนผู้ส่งออกปรับตัว ชี้พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวชะลอลง โดยเชื่อว่าผลกระทบจะมาถึงแน่นอน แต่จะช้าหรือเร็วนั้น ก็จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังสามารถขยายตัวได้ดีพอสมควร
“ผลกระทบน่าจะค่อย ๆ เข้ามากระทบมากกว่า โดยปีหน้าจะได้รับผลกระทบมากกว่าปีนี้ เพราะฉะนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทุกคนก็จะต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะต้องระมัดระวังความผันจากวิกฤตการเงินโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้าชะลอลงเช่นกัน ดังนั้น ในประเทศเราเองต้องสร้างความต้องการในประเทศมากขึ้น รวมถึงเรื่องของความมั่นใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในขณะนี้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ภาวะการจ้างงานของประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก โดยรายได้ของแรงงานยังไม่ลดลงไปจนน่ากังวล การว่างงานยังน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาภาวะฟองสบู่แตก ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ตกลงไป ขณะที่ประเทศไทยมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ต้องช่วยกันสร้าง คือเรื่องของความมั่นใจ ทำให้ประชาชนมีการบริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้น
ในส่วนของนโยบายการเงิน การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา กนง.ได้พิจารณาและประเมินปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งภาคการเงิน เข้าไปรวมไว้หมดแล้ว ดังนั้นขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการประชุม กนง. วาระพิเศษ อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็น นโยบายการเงินก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่ง ธปท. ได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงสภาพคล่องในระบบการเงินขณะนี้ว่ามีเพียงพอ รวมถึงสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจ แต่กระแสข่าวที่ออกมาว่าแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยกู้นั้น เป็นเรื่องปกติในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอ อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากเป็นพิเศษ แต่เท่าที่ดูข้อมูลความสามารถในการปล่อยกู้ของแบงก์ยังมี ดังจะเห็นได้จากเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์มีมากถึงร้อยละ 15 เศษ ถือว่ายังเพียงพอในการขยายสินเชื่อ เป็นฐานการในปล่อยกู้ได้ รวมทั้งสภาพคล่องในระบบและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์มีเพียงพอ ซึ่งหากมีความต้องการสินเชื่อจริง แบงก์ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ ทั้งนี้ จะเห็นว่าที่ผ่านมาการขยายตัวของสินเชื่อตัวเลขล่าสุด เดือน ส.ค. สินเชื่อขยายตัวได้ถึง ร้อยละ 11.7 เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 9 เศษ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ภาคธุรกิจใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนเพื่อการลงทุน
“เป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แบงก์พาณิชย์มีความระมัดระวังที่จะปล่อยกู้ ซึ่งอนาคตสินเชื่อคาดว่าจะชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความต้องการก็คงจะน้อยลง แต่ถามว่าแบงก์จะปล่อยกู้ได้ไหม มองว่าความสามารถในการปล่อยกู้ยังตอบสนองอยู่ ขณะที่เอ็นพีแอลขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสัดส่วนเอ็นพีแอลและยอดคงค้างจริง ถือว่าแบงก์ค่อนข้างแข็งแรง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=8fe4a8bc-91ab-4668-acf1-4502afef6d35

คำถาม
1.สาเหตุใดที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวชะลอลง
2.การขยายตัวของสินเชื่อตัวเลขล่าสุด เดือน ส.ค.เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขยายตัวเป็นอย่างไรบ้าง
3.ธนาคารพาณิชย์ควรมีความระมัดระวังในเรื่องใดมากที่สุด