วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลดความเสี่ยง-สร้างวินัยการออม ด้วยกลยุทธ์ 'ทยอยลงทุน'

เรื่อง...ลดความเสี่ยง-สร้างวินัยการออม ด้วยกลยุทธ์ 'ทยอยลงทุน'
จัดทำบทความโดย น.ส.อุรชา จิตต์จำนงค์ เลขทะเบียน 5001103039

ในการลงทุน คงมีนักลงทุนหลายท่านที่พยายามหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม นักลงทุนบางคนก็นิยมการลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) กล่าวคือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) กล่าวคือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม Eugene F Fama นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้อธิบายถึงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไว้ในวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกของเขา ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Business ฉบับปี 1965 ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้นำไปสู่การศึกษาในเรื่องของ event study (เหตุการณ์ต่างๆมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร) และ efficient market theory (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ราคาหุ้นสะท้อนถึงข้อมูลต่างๆทั้งหมด)
จากทฤษฎี random walk, event study และ efficient market theory ของ Fama ก็คงพอจะสรุปได้ว่า การจะคาดเดาราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายประการที่อาจมีผลต่อราคาหุ้น และการที่จะหาจังหวะการลงทุนที่ถูกต้อง (market timing) ก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน เพราะคงไม่มีนักลงทุนท่านใดที่สามารถคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นไปมากเพียงใด หรือว่าจะตกลงมากแค่ไหน ครั้นจะว่าหุ้นไทยมักขึ้นตามตลาดต่างชาติ ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะมีบางวันที่ดาวโจนส์บวกแรง แต่ตลาดหุ้นไทยกลับปิดลบหน้าตาเฉย
อย่างไรก็ตามในระยะยาว ราคาหุ้นย่อมสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ด้วยเหตุนี้นักลงทุนที่เป็น value investor (เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่า ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี) จึงมักเสาะหาหุ้นดี ราคาถูกเข้ามาสะสมไว้ และรอรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว จากบทวิจัยหลายๆฉบับ ก็ได้ยืนยันว่า การลงทุนแบบ value investor ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบ growth (ลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูง) และการลงทุนแบบ contrarian ก็มักจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบโมเมนตัม ตัวอย่างของนักลงทุนที่เป็น value investor ที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟต
การลงทุนแบบทยอยลงทุน เป็นการลงทุนที่จะช่วยท่านลดความเสี่ยงจากการเข้าลงทุนไม่ถูกจังหวะ เพราะต้นทุนจะถูกเฉลี่ยออกไป ซึ่งอาจทำให้ค่าเฉลี่ยต้นทุนสูงขึ้น ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือค่าเฉลี่ยปรับตัวต่ำลง ถ้าตลาดปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งต้นทุนของท่านจะไม่สูงมากหรือต่ำมาก แต่ก็ช่วยลดโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดสูงสุดได้ โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าตอนนี้ตลาดอยู่ที่จุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดแล้วหรือยัง และไม่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การทยอยลงทุนไม่ได้รับประกันว่าท่านจะได้กำไร หรือจะไม่ขาดทุนจากการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาถึงความสามารถทางการเงินว่าจะสามารถลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะขาลงได้ยาวนานแค่ไหน เพราะในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใดที่รับประกันได้ว่าท่านจะไม่ขาดทุนหากท่านตัดสินใจถอนการลงทุนในขณะที่ตลาดอยู่ที่จุดต่ำสุด แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด เพราะต้นทุนการลงทุนของท่านถูกเฉลี่ยลดลงมาโดยตลอดในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง
กลยุทธ์การ"ทยอยลงทุน"สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะไม่สร้างประโยชน์ในแง่ของการเฉลี่ยต้นทุน เพราะราคาขายของหน่วยลงทุนมักจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะให้ประโยชน์ในแง่ของการสะสมเงินลงทุนในระยะยาวได้ดี
ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักลงทุนทยอยลงทุนในกองทุนตราสารเงิน ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำ โดยลงทุนเดือนละ 10,000 บาท และสมมติว่ากองทุนตราสารเงินที่ลงทุนให้ผลตอบแทนปีละ 2% ใน 5 ปีข้างหน้า นักลงทุนจะมีเงินสะสมประมาณ 630,500 บาท และถ้าลงทุนต่อเนื่อง 10 ปี ก็จะมีเงินสะสมรวมประมาณ 1,327,200 บาท และถ้าลงทุนต่อเนื่องถึง 20 ปี ก็จะมีเงินสะสมประมาณ 2,950,000 บาท หรือหากลงทุนในกองทุนนี้ด้วยเงินเพียง 5,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปี ก็จะมีเงินสะสมประมาณ 1,474,000 บาท ในปีที่ 20 ของการลงทุน ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตามสมมติฐานที่ว่ากองทุนให้ผลตอบแทนเพียงปีละ 2% ตลอดช่วงเวลาที่ลงทุน และลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม โดยไม่เพิ่มวงเงินลงทุน
ขณะที่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ และรายได้ของท่านอาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้สามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าการที่นักลงทุนจะมีเงินเก็บเป็นหลักล้านบาท ก็สามารถทำได้หากมีวินัยการลงทุนที่ดี ขณะที่นักลงทุนบางท่านอาจจะมองว่าระยะเวลา 20 ปี นานเกินไป แต่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคน ก็ล้วนเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย และมีการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ในปัจจุบัน ทางกองทุนรวมหลายบริษัท ได้อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยสามารถขอให้ทางกองทุนทำการลงทุนให้โดยอัตโนมัติได้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนแต่ละกองก่อนการลงทุน และเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2375 16 พ.ย. - 19 พ.ย. 2551
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1123751&issue=2375


คำถาม
1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด)กับการลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) เป็นอย่างไร
2.ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า” การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น”เป็นอย่างไร
3.ทำไมการลงทุนแบบทยอยลงทุนนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะอะไร

5 ความคิดเห็น:

251utccbx007g12 กล่าวว่า...

ตอบโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์
เลขทะเบียน 48210484 กลุ่ม12

1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) คือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) คือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
2. random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้
3.การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว

251utccbx007g8 กล่าวว่า...

1. การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) คือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) คือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน

2. การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้

3. การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว

นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ
48210128

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

ตอบโดย นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
เลขทะเบียน 48210346 กลุ่ม10

1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) คือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) คือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
2. random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้
3.การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว

CUTIE GIRL IN FM กล่าวว่า...

คำถาม
1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด)กับการลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) เป็นอย่างไร
-การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) กล่าวคือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) กล่าวคือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน


2.ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า” การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น”เป็นอย่างไร


-ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้นำไปสู่การศึกษาในเรื่องของ event study (เหตุการณ์ต่างๆมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร) และ efficient market theory (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ราคาหุ้นสะท้อนถึงข้อมูลต่างๆทั้งหมด)

3.ทำไมการลงทุนแบบทยอยลงทุนนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะอะไร

- เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว


น.ส.ชุษณี ตองอ่อน
5005106002
คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์การเงิน

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) คือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) คือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
2. random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้
3.การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว


นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375