วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จัดทำบทความโดย นายอรรถพงษ์ รอดไพบูลย์ เลขทะเบียน 4902100408
เรื่อง กระเป๋าฉีกหุ้นแบรนด์เนม _กองทุน FIF ซมซานกลับบ้าน บลจ.ไทยพาณิชย์ปิดกองยุโรป
นักลงทุนไทยกระเป๋าฉีก หลังขาดทุนหุ้นทั่วโลก ทั้ง"พรีเมียมแบรนด์"ชื่อก้องโลก หลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์,ลาแมร์ และคาร์เทียร์ ล่าสุดบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ปิดกองทุนไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์ ขาดทุนยับ 56% ได้เงินคืนลูกค้าแค่ 30 ล้านบาท เผยดีกว่าเสี่ยงลงทุน ขณะที่หลายกองทุนถอยกอดเงินสด 20-50 % บลจ.บัวหลวงฯ ไม่มั่นใจคู่สัญญาถอนเงินกลับ โควตาเงินลงทุนนอกเหลือบานเบอะ 4 แสนล้านบาท ผลจากวิกฤติการเงินโลกที่กระทบการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ม.ค.-พ.ย.51)ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงประมาณ 40% นั้น ยังส่งผลกระทบต่อนักลงทุนในประเทศที่กระจายพอร์ตลงทุนไปต่างประเทศด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ( FIF) ที่ประสบภาวะขาดทุนถ้วนหน้า จนทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือบลจ.ที่บริหารเงินลงทุนดังกล่าว ต้องปรับแผนรับมือทั้งการชะลอออกกองทุนใหม่ ส่งผลให้วงเงินลงทุนต่างประเทศเหลือจำนวนมาก ส่วนบางบริษัทที่ไปลงทุนแล้วได้ลดพอร์ตลงทุนด้วยการถือเงินสดมากขึ้นเพื่อลดความสูญเสียของลูกค้า และล่าสุดบางบลจ.ถึงขั้นปิดกองทุน ***บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ปิดกองยุโรป นางพัชรินทร์ เตชะเคหะกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้ตัดสินใจปิดกองทุน "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์" ทำให้เหลือมูลค่าเงินลงทุน(เอ็นเอวี) จำนวน 30 ล้านบาท คิดเป็นเอ็นเอวีต่อหน่วย 4.36 บาท จากเงินลงทุนครั้งแรก(มูลค่าจดทะเบียน)ประมาณ 100 กว่าล้านบาท โดยมีราคาเสนอขายครั้งแรกหรือไอพีโอ 10 บาท/หน่วย (ลดลง 56.4% ) การปิดกองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์การลงทุนในยุโรปมาระยะหนึ่งแล้วคือ ประมาณ 3-4 เดือน และมองว่ามีปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลงทุน นอกจากสินทรัพย์ที่ไปลงทุนคือ ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนด้วยที่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจากช่วงเดือนเมษายน 2551 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทต่อค่าเงินยูโรอยู่ที่ 52-53 บาทต่อยูโร แต่ปัจจุบัน(ณ 24 พ.ย.)ค่าเงินกลับมาอยู่ที่ 43-44 บาทต่อยูโร ทำให้บลจ.ไทยพาณิชย์ฯได้ตัดสินใจลดน้ำหนักการลงทุนในแถบทวีปยุโรปลงเหลือน้อยกว่าน้ำหนักตลาด และอีกสาเหตุที่ต้องปิดกองทุนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการลงทุนเพียงภูมิภาคเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงที่สุด "หากยังเปิดกองทุนดังกล่าวต่อไป เชื่อว่าจะทำให้ขาดทุนมากขึ้น บลจ.ไทยพาณิชย์ฯจึงได้เสนอต่อผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อปิดกองทุน" นางพัชรินทร์ กล่าวและว่า สำหรับกองทุนFIF กองอื่น ๆในขณะนี้บลจ.ไทยพาณิชย์ฯยังไม่มีนโยบายปิดเพิ่ม ***คนไทยอ่วม!หุ้นแบรนด์เนม นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาตฯ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนการลงทุนด้วยการถือเงินสด 50-60% จากต้นปี 2551 ที่ลงทุน 80-90% ขณะที่ยอมรับว่าเอ็นเอวีกองทุนหุ้นแต่ละกองลดลง 50-60% ซึ่งเกิดจากราคาหุ้นที่ลดลง และการไถ่ถอนเงินลงทุนคืนของนักลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในธุรกิจพลังงานเอ็นเอวีลดลงมากกว่ากองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ทั่วโลก อย่างไรก็ตามหลังเกิดวิกฤติการเงินโลก กองทุนที่บริษัทไปลงทุนผ่านได้ปรับลดการลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ลงเช่นกัน เนื่องจากมองว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง อย่างไรก็ตามมองว่ายอดขายของพรีเมียมแบรนด์ ไม่น่าจะลดลงมาก อนึ่งปัจจุบันบลจ.ธนชาตฯ มีกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์ คือ "กองทุนเปิดธนชาตพรีเมี่ยมแบรนด์ฟันด์ " ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน เอ็นเอวีลดลงเหลือ 250.94 ล้านบาท ขณะที่เอ็นเอวี ณ วันจัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 625.75 ล้านบาท ลดลง 60% เอ็นเอวีต่อหน่วยอยู่ที่ 5.14 บาท จากราคาที่เสนอขายครั้งแรก(ไอพีโอ)อยู่ที่ 10 บาท หรือลดลงถึง 49% ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีโยบายลงทุนในบริษัทที่สินค้าคุณภาพสูง มีความแข็งแกร่งในเครื่องหมายการค้า ซึ่งบางแบรนด์สร้างมา 100-200 ปี ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง น้ำหอม เครื่องสำอาง และยานพาหนะ โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2550 หุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนดังกล่าวลงทุนสูงสุด ได้แก่ Diageo, Cie Financiere Richemont, Pernod-Ricard, Swatch Group และ Christian Dior ทั้งนี้จากการรวบรวมของ"ฐานเศรษฐกิจ" พบว่านอกจากบลจ.ธนชาตฯที่มีกองทุน FIF ลงทุนในหุ้นพรีเมียมแบรนด์แล้ว ยังมีบลจ.เอ็มเอฟซีฯ ที่ช่วงเดือนตุลาคมที่ปีที่แล้วได้ออกกองทุนเปิด"เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ชิค ฟันด์ (I-CHIC)" โดยระดมทุนได้ 237.75 ล้านบาท ขณะที่ล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 เอ็นเอวีลดลงเหลือ 92.39 ล้านบาท เอ็นเอวีต่อหน่วยเหลือ 4.80 บาท หรือลดลงถึง 52% จากราคาไอพีโอที่ 10 บาท/หน่วย ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหุ้นของสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก ไม่จำกัดประเภทสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจยานยนต์ อาทิ Porsche Mini และ BMW ธุรกิจผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Sony และ Apple ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น Guinness Smirnoff และ Johnnie Walker รวมถึงธุรกิจนาฬิกาและเครื่องประดับ ธุรกิจน้ำหอมและเครื่องสำอางแบรนด์ดังอีกจำนวนมาก อาทิ Louis Vuitton, Christian Dior, La Mer, Chloe, Cartier เป็นต้น ***ถอยถือเงินสด 20-50% ขณะที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สอบถามไปยังบลจ.ต่อนโยบายการบริหารกองทุนFIF ในช่วงกันยายน -ปัจจุบัน พบว่าส่วนใหญ่ได้ลดน้ำหนักการลงทุนด้วยการหันมาถือเงินสดตั้งแต่ 20-50% ขณะที่บางบลจ.ได้ถอนเงินลงทุนกลับมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากในประเทศชั่วคราว นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน บลจ.แมนูไลฟ์(ประเทศไทย)ฯ กล่าวยอมรับว่าสำหรับกองทุนFIF ภายใต้การบริหารของบริษัท โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ในแถบยุโรป ส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนจะเริ่มระมัดระวังการลงทุนตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐฯและได้เริ่มหันมาถือครองเงินสดมากขึ้น อย่างกองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็ง ไชน่าแวลู ได้ถือเงินสดถึง 20% ของพอร์ต นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซีฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่า บริษัทได้ดึงเงินลงทุนกลับจากกองทุนหลักที่เข้าลงทุนในต่างประเทศกลับมาไว้ในรูปของเงินฝากในประเทศบางส่วน แหล่งข่าวจากบลจ. ทหารไทยฯ เปิดเผยว่า บริษัทถอนการลงทุนใน"กองทุนเปิดทหารไทย ยูเอส มันนี่ มาร์เก็ต" ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั่วโลก และเป็นกองทุนที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน โดยกองทุนดังกล่าวมีเงินลงทุน 90.25 ล้านบาท ขณะที่ได้นำเงินลงทุนกลับมาฝากในบัญชีเงินฝากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯกับแบงก์ในประเทศแทนชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ***บลจ.บัวหลวงฯ แจงยิบผู้ถือหน่วย หลังจากก่อนหน้านี้(30 ก.ย.-3 ต.ค.) ที่ทาง "ฐานเศรษฐกิจ" ได้นำเสนอข่าว ว่าบลจ.บัวหลวงฯได้ไถ่ถอนการลงทุนในกองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์(BSTAR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2550 และได้นำเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 150 ล้านบาท ฝากในกองทุนรวมประเภทออมทรัพย์(กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น) และฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 บลจ.บัวหลวงฯ ได้ส่งหนังสือถึงผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์ โดยให้เหตุผลว่า จากเหตุการณ์ปัญหาระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯและลุกลามไปยุโรปและเอเชีย ทำให้สถาบันการเงินต่างๆที่ประสบปัญหาจำเป็นต้องทำการขายหุ้นออกมาในตลาด เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการ ประกอบกับนักลงทุนทั่วโลกวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จึงได้เทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงโดยการถือเงินสดแทน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั้งตลาด รวมถึงหุ้นที่ กองทุนเปิดบัวหลวงออลสตาร์(BSTAR) ลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศชื่อกองทุน Citigroup S&P Global STAR 80% Protected Portfolio Fund บลจ.บัวหลวงฯ ระบุในจดหมายว่า บริษัท ได้พิจารณาแล้วว่าสถานการณ์ในช่วงนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นการเทขายจากการขาดสภาพคล่อง ประกอบกับยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ทางการเงินของ Citigroup Global Markets Limited ได้ อีกทั้งยังไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการการช่วยเหลือจากทางภาครัฐของประเทศต่างๆ ทำให้ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้นทุนของการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็เพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัว ***วงเงินFIF เหลือบาน 4 แสนล. ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) รายงานว่า ณ 31 ตุลาคม 2551 ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) นั้น มียอดเงินคงเหลือถึง 11,932.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 4.18 แสนล้านบาท) ขณะที่มีการจัดตั้งกองทุนแล้ว 13,744.86 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 4.81 แสนล้านบาท ) ขณะที่มีวงเงินจองกรณีไอพีโอ(เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก) ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภายในเดือนตุลาคม จำนวน 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 3,465 ล้านบาท ) ด้านมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(เอ็นเอวี)กองทุนFIF ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2551 มีจำนวนรวม 3.26 แสนล้านบาท มีจำนวนกองทุนทุกประเภทรวม 313 กอง เทียบสิ้นปี 2550 กองทุน FIF มีเอ็นเอวีรวม 2.09 แสนล้านบาท มีจำนวนกองทุนทุกประเภทรวม 113 กอง เอ็นเอวี เพิ่มขึ้น 1.17 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(หรือสมาคมบลจ.) รายงานสถานะกองทุนFIF ที่ลงทุนในหุ้นว่า ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีจำนวน 44 กองทุน (ไม่รวมกองทุนผสมที่ลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้) มีเอ็นเอวีรวม 12,235.21 ล้านบาท **หุ้นทั่วโลกยังวิกฤติถึงกลางปี 52 นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลง 40% ทำให้มูลค่าหุ้นเหลือ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปี 2550 ที่มี 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแนวโน้มหุ้นทั่วโลกจะยังคงปรับตัวลดลงอีก แต่ไม่น่ารุนแรง แต่การที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้นั้นจะต้องใช้เวลานานจากปัญหาวิกฤติการเงินได้ลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจที่แท้จริง ทั้งนี้ จะต้องรอให้ผลกระทบจากภาคธุรกิจที่แท้จริงให้นิ่งก่อนจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ถึงกลางปี 2552 ซึ่งนักลงทุนที่มีเงินเหลือหากต้องการซื้อหุ้นก็ควรที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงนี้ถึงกลางปีหน้าแต่จะต้องทยอยลงทุน และถือหุ้นในระยะยาวเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูง เพราะเข้าซื้อหุ้นขณะนี้ถือว่าซื้อต่ำกว่าผู้ก่อตั้ง และมีการซื้อขายต่ำกว่า บุ๊กแวลู และกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ยังคงมีกำไรดีอยู่
ที่มา:http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0123781&issue=2378 วันที่ 27 /11 /51
คำถาม
1 บลจ.ไทยพาณิชย์ฯปิดกองทุนไทยพาณิชย์ แพลทตินัม ยูโร ฟันด์ ขาดทุนกี่%
2. การปิดกองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร
3. ก.ล.ต.มีโควตาวงเงินอนุญาตลงทุนในต่างประเทศ จำนวนเท่าไร

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลดความเสี่ยง-สร้างวินัยการออม ด้วยกลยุทธ์ 'ทยอยลงทุน'

เรื่อง...ลดความเสี่ยง-สร้างวินัยการออม ด้วยกลยุทธ์ 'ทยอยลงทุน'
จัดทำบทความโดย น.ส.อุรชา จิตต์จำนงค์ เลขทะเบียน 5001103039

ในการลงทุน คงมีนักลงทุนหลายท่านที่พยายามหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม นักลงทุนบางคนก็นิยมการลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด) กล่าวคือ เมื่อเห็นหุ้นกำลังปรับตัวขึ้น ก็เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็นิยมลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) กล่าวคือ เข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าราคาลดลง เพราะเห็นว่าราคาถูก และขายหุ้นเมื่อราคาปรับสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม Eugene F Fama นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้อธิบายถึงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไว้ในวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกของเขา ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Business ฉบับปี 1965 ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เหมือนกับคนเมาที่เดินโซเซออกจากผับ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละก้าวของเขาจะก้าวไปที่ใดบ้าง จะก้าวสั้นหรือยาวแค่ไหน จะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เปรียบเหมือนตลาดหุ้น ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้นำไปสู่การศึกษาในเรื่องของ event study (เหตุการณ์ต่างๆมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร) และ efficient market theory (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ราคาหุ้นสะท้อนถึงข้อมูลต่างๆทั้งหมด)
จากทฤษฎี random walk, event study และ efficient market theory ของ Fama ก็คงพอจะสรุปได้ว่า การจะคาดเดาราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายประการที่อาจมีผลต่อราคาหุ้น และการที่จะหาจังหวะการลงทุนที่ถูกต้อง (market timing) ก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน เพราะคงไม่มีนักลงทุนท่านใดที่สามารถคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นไปมากเพียงใด หรือว่าจะตกลงมากแค่ไหน ครั้นจะว่าหุ้นไทยมักขึ้นตามตลาดต่างชาติ ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะมีบางวันที่ดาวโจนส์บวกแรง แต่ตลาดหุ้นไทยกลับปิดลบหน้าตาเฉย
อย่างไรก็ตามในระยะยาว ราคาหุ้นย่อมสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ด้วยเหตุนี้นักลงทุนที่เป็น value investor (เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่า ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี) จึงมักเสาะหาหุ้นดี ราคาถูกเข้ามาสะสมไว้ และรอรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว จากบทวิจัยหลายๆฉบับ ก็ได้ยืนยันว่า การลงทุนแบบ value investor ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบ growth (ลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูง) และการลงทุนแบบ contrarian ก็มักจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบโมเมนตัม ตัวอย่างของนักลงทุนที่เป็น value investor ที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟต
การลงทุนแบบทยอยลงทุน เป็นการลงทุนที่จะช่วยท่านลดความเสี่ยงจากการเข้าลงทุนไม่ถูกจังหวะ เพราะต้นทุนจะถูกเฉลี่ยออกไป ซึ่งอาจทำให้ค่าเฉลี่ยต้นทุนสูงขึ้น ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือค่าเฉลี่ยปรับตัวต่ำลง ถ้าตลาดปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งต้นทุนของท่านจะไม่สูงมากหรือต่ำมาก แต่ก็ช่วยลดโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดสูงสุดได้ โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าตอนนี้ตลาดอยู่ที่จุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดแล้วหรือยัง และไม่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ การลงทุนแบบนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะสามารถทยอยสะสมเงินลงทุนได้เรื่อยๆ และเป็นการฝึกวินัยการลงทุนไปด้วยในตัว นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือน หรืออาจลงทุนทุกครั้งที่เห็นว่าหุ้นตกลงมามากพอก็ได้ หรือลงทุนมากในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมามาก และลงทุนน้อยลงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินลงทุนของท่านพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การทยอยลงทุนไม่ได้รับประกันว่าท่านจะได้กำไร หรือจะไม่ขาดทุนจากการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาถึงความสามารถทางการเงินว่าจะสามารถลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะขาลงได้ยาวนานแค่ไหน เพราะในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใดที่รับประกันได้ว่าท่านจะไม่ขาดทุนหากท่านตัดสินใจถอนการลงทุนในขณะที่ตลาดอยู่ที่จุดต่ำสุด แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด เพราะต้นทุนการลงทุนของท่านถูกเฉลี่ยลดลงมาโดยตลอดในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง
กลยุทธ์การ"ทยอยลงทุน"สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะไม่สร้างประโยชน์ในแง่ของการเฉลี่ยต้นทุน เพราะราคาขายของหน่วยลงทุนมักจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะให้ประโยชน์ในแง่ของการสะสมเงินลงทุนในระยะยาวได้ดี
ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักลงทุนทยอยลงทุนในกองทุนตราสารเงิน ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำ โดยลงทุนเดือนละ 10,000 บาท และสมมติว่ากองทุนตราสารเงินที่ลงทุนให้ผลตอบแทนปีละ 2% ใน 5 ปีข้างหน้า นักลงทุนจะมีเงินสะสมประมาณ 630,500 บาท และถ้าลงทุนต่อเนื่อง 10 ปี ก็จะมีเงินสะสมรวมประมาณ 1,327,200 บาท และถ้าลงทุนต่อเนื่องถึง 20 ปี ก็จะมีเงินสะสมประมาณ 2,950,000 บาท หรือหากลงทุนในกองทุนนี้ด้วยเงินเพียง 5,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปี ก็จะมีเงินสะสมประมาณ 1,474,000 บาท ในปีที่ 20 ของการลงทุน ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตามสมมติฐานที่ว่ากองทุนให้ผลตอบแทนเพียงปีละ 2% ตลอดช่วงเวลาที่ลงทุน และลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม โดยไม่เพิ่มวงเงินลงทุน
ขณะที่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ และรายได้ของท่านอาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้สามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าการที่นักลงทุนจะมีเงินเก็บเป็นหลักล้านบาท ก็สามารถทำได้หากมีวินัยการลงทุนที่ดี ขณะที่นักลงทุนบางท่านอาจจะมองว่าระยะเวลา 20 ปี นานเกินไป แต่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคน ก็ล้วนเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย และมีการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ในปัจจุบัน ทางกองทุนรวมหลายบริษัท ได้อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยสามารถขอให้ทางกองทุนทำการลงทุนให้โดยอัตโนมัติได้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนแต่ละกองก่อนการลงทุน และเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2375 16 พ.ย. - 19 พ.ย. 2551
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1123751&issue=2375


คำถาม
1.การลงทุนแบบโมเมนตัม (ลงทุนตามตลาด)กับการลงทุนแบบ contrarian (ลงทุนแบบสวนตลาด) เป็นอย่างไร
2.ตามทฤษฎีที่เรียกว่า random walk โดย Fama ได้อธิบายว่า” การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น”เป็นอย่างไร
3.ทำไมการลงทุนแบบทยอยลงทุนนี้ยังเหมาะกับท่านที่มีรายได้ไม่มาก หรือไม่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพราะอะไร

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนแรก ปี 2551 แนวโน้มทรงตัว

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส. สาธิรัตน์ ชื่นสมบัติ เลขทะเบียน4902100471

เรื่อง เศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนแรก ปี 2551 แนวโน้มทรงตัว
นางสาวเบญจมาศ โรจน์วณิชย์ ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนแรกปี 2551 ยังมีการขยายตัวในระดับน่าพอใจประมาณ 5.0-5.3% ถึงแม้ปัจจัยภายนอกจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก จากปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เศรษฐกิจไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวสูงถึง 25% และรายได้ภาคเกษตรซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 57%

นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง และช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในประเทศให้ผ่อนคลายลง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค. 2551 เพิ่มขึ้นเพียง 3.9% ลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่สูงถึง 9.2% แต่โดยเฉลี่ย 10 เดือนแรกของปี เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 6.3%
ปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ตามที่ World Bank ได้ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 เหลือประมาณ 1% และ IMF ได้ปรับลดการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 เหลือ 2.2% และเป็นที่น่าสังเกตว่าเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ล้วนประสบปัญหาหดตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดีย และคู่ค้าอื่น ๆ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2552 ดังจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนและการจ้างงานของไทยในปี 2552 ชะลอตัวลง

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ ได้แก่
1.ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน 9 เดือนของปี 2551 เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.6% โดยในเดือน ก.ย. 2551 การบริโภคภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง
2.ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ใน 9 เดือนแรกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.7% เป็นที่น่าสังเกตว่าเครื่องชี้การลงทุนหลายตัวยังหดตัวต่อเนื่อง เช่น ยอดขายปูนซีเมนต์หดตัว 9.2% ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัว 8.6% พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างหดตัว 4.5% และการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนลดลง 50% เป็นต้น
3.ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรม มีแนวโน้มลดลง- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 7.7% ลดลงจากครึ่งแรกที่เพิ่มขึ้น 11.4%- อัตราการใช้กำลังผลิตในเดือน ก.ย. 2551 ลดลงเหลือ 68.2% เทียบกับเมื่อเดือน มี.ค. 2551มีการใช้กำลังผลิตสูงถึง 78.0% เป็นต้น
4.เสถียรภาพต่างประเทศใน 9 เดือนแรกปี 2551 อยู่ในเกณฑ์ดี
-มูลค่าการส่งออกใน 9 เดือนแรก ปี 2551 สูงถึง 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 25% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ คิดเป็นสัดส่วน 10.3% ของมูลค่าส่งออก รถยนต์และส่วนประกอบสัดส่วน 8.0% ส่วนสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงมาก ได้แก่ ข้าว ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง โดยสินค้าทั้ง 3 ชนิดมีสัดส่วนคิดเป็น 10.4% ของมูลค่าส่งออกรวม


-มูลค่าการนำเข้าใน 9 เดือนแรก ปี 2551 สูงขึ้นเป็น 135.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 34.5% สินค้านำเข้าที่มีอัตราขยายตัวสูง ได้แก่ น้ำมันดิบ และมีสัดส่วน 17.4% ของมูลค่านำเข้ารวม เหล็กและเหล็กกล้า สัดส่วน 7.7% เคมีภัณฑ์ สัดส่วน 7.4% เครื่องเพชรพลอยและทองคำ สัดส่วน 4.6% ของมูลค่านำเข้ารวม
-ดุลการค้าใน 9 เดือนแรกปี 2551 ขาดดุล 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ-ดุลบัญชีเดินสะพัดใน 9 เดือนแรกปี 2551 ขาดดุล 788 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลดลงของรายได้จากการท่องเที่ยว และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น

ที่มา:
http://www.matichon.co.th วันที่ 15/11/51

คำถาม
1.ภาพรวมเสรษฐกิจไทย9เดือนแรกปี2551เป็นอย่างไร
2.การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วยเศรษฐกิจอย่างไร
3.ดุลบัญชีเดินสะพัดใน9เดือนแรกปี2551เป็นอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สมาชิกกลุ่ม7

กลุ่มที่7
1. 5001103039 นางสาวอุรชา จิตต์จำนงค์ บริหารธุรกิจ

2. 4902100408 นายอรรถพงษ์ รอดไพบูลย์ บัญชี

3. 4902100454 นางสาวกมรี วีระกุล บัญชี

4. 4902100461 นางสาวกัญญาณัท สิทธิพร บัญชี

5. 4902100471 นางสาวสาธิรัตน์ ชื่นสมบัติ บัญชี หัวหน้ากลุ่ม

6. 4902100477 นายสุภกิจ เริงสำราญ บัญชี

7. 4902100487 นางสาวจิรัสยา ชมพลมา บัญชี